อาข่า | กะเหรี่ยง | ลาฮู | ลีซู | เย้า | ม้ง | พจนานุกรม | เครือญาติครอบครัวไทย

บทนำชาติพันธุ์วิทยาและชาวเขา

 

NEDERLANDS - DUTCH - ภาษาดัช

อาข่า/อีก้อ

อาข่าคือหนึ่งในบรรดาชาวเขาที่ยากจนที่สุด อาศัยอยู่ทางภาคเหนือของประเทศไทย หรือที่ชาวไทยรู้จักกันดีในชื่อว่า อีก้อ ชนเผ่านี้มีต้นกำเนิดมาจากแถบ ยูนนานเป็นส่วนใหญ่และมีความเกี่ยวพันธ์กันกับฮานนี ในดินแดนแห่งนั้น ชนเผ่านี้ยังมีชนกลุ่มย่อยอีก ได้แก่ ชนชาติ ยี หรือ โลโล ใช้ภาษาจากกลุ่มตระกูลของภาษา ธิเบต-พม่า อีก้อไม่มีภาษาเขียนแต่จะพึ่งพารากฐานจากภาษาที่ใช้พูดทั้งสิ้น อีก้ออพยพเข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศไทยเป็นเวลากว่า  ๑๐๐   ปีมาแล้ว  ชนชาติหลักที่ตั้งถิ่นฐานในประเทศไทยได้แก่ ชนชาติ  ยูโล และชนชาติ ลอยมิ ซึ่งได้อพยพมาจากประเทศพม่าตั้งแต่เริ่มแรกแล้ว

โดยทั่วไปแล้ว อีก้อ มักตั้งถิ่นฐานอยู่บนภูเขาสูง และครอบครองพื้นที่แห่งนั้นในการปลูกฝิ่นจนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ทางรัฐบาลได้ประกาศห้ามทำการปลูกฝิ่น พวกเขาจึงหันมาปลูกพืชอย่างอื่นทดแทน ต้นตำหรับของชาวอีก้อ คือเป็นพวกวิญญาณนิยม  (นับถือผี สิ่งศักดิ์สิทธ์ที่นอกเหนือจากธรรมชาติ เช่น ป่าไม้ แม่น้ำ ฯลฯ) กล่าวคือ อีก้อ เลื่อมใสศรัทธา เคารพบูชาต้นตระกูล บรรพบุรุษและมีความเชื่อในวิญญาณ ปัจจุบันชาวอีก้อหนึ่งในสี่เปลี่ยนมานับถือศาสนาคริสต์ ซึ่งทำให้รูป แบบชีวิตทันสมัยขึ้น บางครั้งก็ยังคงความเป็นพวกวิญญาณนิยมอยู่ควบคู่กับไปกับการปฏิบัติ

ในปัจจุบันสิ่งที่ยังคงพบเห็นก็คือ ประตูวิญญาณหรือประตูป่า (รูป) รูปแบบของประตูรั้วหมูบ้านที่ได้สอดแทรกความเชื่อในเรื่องของความเป็นวิญญาณนิยมตั้งไว้ที่หน้าหมูบ้านของพวกเขา (รูป) อีก้อเป็นมนุษย์โลกที่ชอบอยู่อย่าง สันโดษ แยกตนเข้าไปอาศัยในพื้นที่ป่าที่ยังไม่มีการบุกรุก อีก้อเชื่อว่าที่แห่งนั้นมีวิญญาณที่จะสามารถ ช่วยคุ้มครองและป้องกันภัยอันตรายได้ ในแต่ละปีที่เริ่มฤดูปลูกข้าว อีก้อจะทำประตูรั้วบ้านใหม่และตบแต่งด้วยวัสดุอุปกรณ์หลากหลายชนิด เขาเชื่อว่าวัตถุเหล่านี้นั้นสามารถป้องกันผีได้ นั่นคือ รูปจำลองการร่วมเพศของมนุษย์ (รูป) อีก้อเชื่อว่าจะสามารถทำให้วิญญาณที่สิงสถิตย์ ณ ที่แห่งนั้นเกรงกลัว ตามแบบฉบับของชาวอาข่านั้นจะ สร้างชิงช้ายักษ์ที่ทำด้วยไม้ (รูป) ซึ่งจะใช้เล่นเมื่อถึงฤดูเก็บเกี่ยว (รูป) มีการเล่นต่อคำพร้อมกับการเล่นโล้ชิงช้า

วัฒนธรรมการแต่งกายของชายอีก้อ คือ ที่เราเห็นในปัจจุบัน ซึ่งโดยปกตินั้นจะใช้แต่งกันในงานพิธีที่สำคัญ (รูป)  ถึงกระนั้นก็สามารถที่จะรู้จักพวกเขาได้อย่างง่ายดายด้วยบุคลิกลักษณะภายนอกที่เป็นเอกลักษณ์ เฉพาะตัวของพวกเขา (รูป) บ่อยๆ พวกเขามีจุฑา (รูป) และตามโอกาสสามารถเห็นได้สวมหมวกพิลึกน้อย (รูป) ส่วนหญิงชาวอีก้อ  จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าเป้ฯที่สวยงามน่าประทับใจมากที่สุดในบรรดาชนชาวเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเครื่องประดับศีรษะอันโอ่อ่า จะเริ่มสวมใส่กันตั้งแต่เด็กผู้หญิงชาวอีก้อ จะสวมหมวกที่มีสีสันสวยงาม ตกแต่งด้วยเหรียญโลหะเงิน ขนสัตว์ย้อมสี เปลือกหอย และลูกปัด จะติดเพิ่มเข้าไปเรื่อยๆจนกระทั่งโตเป็นผู้ใหญ่ ท้ายที่สุดหญิงชาวอีก้อที่บรรลุนิติภาวะแล้ว (รูป) หรือหลังจาก ที่พวกเธอได้ผ่านพ้นประสบการณ์ชีวิตตามแบบแผนพิธีกรรมที่สำคัญแล้ว จะสวมหมวกที่มีลักษณะแข็งสามารถป้องกันอันตรายได้ ตามคำบอกเล่าของสมาชิกชนกลุ่มย่อย อาข่ามีเครื่องประดับศีรษะที่แตกต่างกันดังนี้ ชาวอาข่าลอยมิ (รูป) จะสวมหมวกที่ประดับด้วยโลหะเงินลักษณะกลมเป็นเหรียญ  ไว้ด้านหน้าและเครื่องโลหะเงินไว้ด้านหลัง (รูป) ส่วนอาข่ายูโล (รูป) จะสวมหมวกที่มีทรงกรวยประดับด้วยเหรียญโลหะ และม้วนขนสัตว์ที่หลากสีสัน ในขณะที่กลุ่มย่อยอื่นๆจะสวมแค่ผ้าพันคอ

หญิงชาวอีก้อ จะใช้ผ้าสีน้ำเงินพันรอบแข้ง สวมกระโปรงสีดำเหนือเข่ามีลักษณะด้านหน้าเรียบส่วนหลังเป็นกลีบ คาดเอวด้วยผ้ามีน้ำเงินพร้อมสายสะพาย ผ้าคลุมไหล่จะมีลักษณะบาง คลุมจนถึงสะดือ (รูป)  เสื้อมีลักษณะครึ่งตัวแขนยาว เช่นเดียวกันนั้นทั้งผ้าคลุมไหล่ เสื้อ กระโปรงและผ้าพันรอบแข้ง จะตกแต่งด้วยงานเย็บปักอย่างสวยงาม ไปพจนานุกรม

กะเหรี่ยง/เนียง

ด้วยชาวกะเหรี่ยงมีประชากรประมาณ ๒๖๕,๐๐๐ คน ซึ่งถือได้ว่าเป็นชาวเขาที่มากที่สุดในประเทศไทย กะเร็นอาศัยอยู่ในภูมิภาคนี้เป็นเวลากว่าศตวรรษมาแล้วและได้แยกออกเป็นกลุ่มย่อยอีกหลายกลุ่ม ชนกลุ่มที่มีมากที่สุดในประเทศไทยได้แก่ชนชาติ สะกอหรือชากอ โปว์และคะย้า รวมทั้ง กะย้างและปะด่อง ทั้งสองนี้คือพวกกะเหรี่ยงคอยาว และก็พวกกะยาว ชาวกลุ่มย่อยเล็กน้อย ซึ่งผู้หญิงมีหูยาว (รูป)  คำว่ากะเร็น ไม่สามารถทำให้รู้ถึงความแตกแต่งของชนกลุ่มย่อยได้ชาวไทยเรียกพวกเขาว่า กะเหรี่ยงและเนียง ในอีกแง่มุมหนึ่งถึงแม้ว่าโดยทั่วไปแล้วจะใช้ตามหลักของของนักมนุษยวิทยา  เมื่อ ได้นำเสนอชาวเขาจำนวนหนึ่งที่พูดสำนวนภาษาได้ไกล้เคียงกันแต่ก็ไม่มีความเกี่ยวพันธ์กับภาษาที่เผ่าอื่นใช้เลย กะเหรี่ยงแยกออกมาจากกลุ่มตระกูลของชนชาติ ธิเบต-พม่า ใช้ภาษาจากกลุ่มภาษา จีน-ทิเบต

เจ้ากาวิละได้รวมชนชาติกะเหรี่ยงจำนวนมากให้เข้ามาอาศัย อยู่รวมกันกับชาวพื้นเมืองของเชียงใหม่ เมื่อได้ตั้งถิ่นฐานขึ้นใหม่อีกครั้งหนึ่ง ปัจจุบันกะเหรี่ยงส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในแถบจังหวัดแม่ฮ่องสอนและจังหวัดเชียงใหม่ แต่ก็ยังพบเห็นได้บ้างที่จังหวัดแพร่ เชียงราย ลำปางและตาก อีกด้วยชนกะเหรี่ยงในประเทศพม่ามีประมาณ ๔ ล้านคน ปัจจุบันกะเหรี่ยงจำนวนมากนับถือศาสนาคริสต์และศาสนาพุทธ ได้มีคณะผู้สอนศาสนาคริสต์จากประเทศพม่าได้เข้ามาเผยแพร่ศาสนาทำให้พวกเขามีรูปแบบชีวิตที่ทันสมัยขึ้น และในปี ๒๓๗๕ บาทหลวงศาสนาคริสต์ที่ประเทศพม่าได้ประดิษฐ์ขึ้นการเขียนของกะเหรี่ยง กะเหรี่ยงมักไม่ชอบอาศัยอยู่ที่ภูเขาสูงนักผู้ชายชาวกะเหรี่ยงมักมีความชำนาญในควาญช้าง (รูป) อีกทั้งกะเหรี่ยงยังมีลักษณะทางกายภาพที่น่าดึงดูดความสนใจ ด้วยอุปนิสัยใจคอที่ร่าเริงแจ่มใส

เครื่องแต่งกายตามประเพณีชายกะเหรี่ยงคือ เสื้อแขนสั้นคอวีผ่าครึ่งสีแดง (รูป) ส่วนหญิงกะเหรี่ยงจะสวมเสื้อที่มีลักษณะเหมือนกับผู้ชายแต่สีจะเข้มกว่า (รูป) ส่วนล่างนุ่งโสร่งสีแดง ซึ่งลักษณะของเนื้อผ้าที่ชาวกะเหรี่ยงสวมใส่จะบ่งบอกถึงฐานะทางสังคมด้วย หญิงสาววัยรุ่นจะนุ่งชุดกระโปรงลักษณะต่อติดกันกับเสื้อยาวไปจนถึงเข่าสีขาว ขลิบขอบชายกระโปรงด้วยแถบสีชมพู (รูป) ส่วนหญิงที่เป็นสมาชิกของกะเหรี่ยงคอยาว (รูป) ก็จะแต่งกาย เหมือนหญิงกะเหรี่ยงทั่วไปเพียงแต่จะสั้นกว่า  ที่นิยมใส่กันมากคือ โสร่ง สีดำ  หญิงกะเหรี่ยงคอยาว ใช้ผ้าพันรอบแข้งสีฟ้า ใต้น่องสวมห่วงทองเหลือง นอกจากนี้ยังใช้ห่วงทองเหลืองรัดที่แขนเสื้อข้อมือ อีกด้วย โดยทั่วไปแล้วหญิงกะเหรี่ยงจะสวมผ้าโพกศีรษะ ไปพจนานุกรม

ลาฮู/มูเซอ

ลาฮูคือชาวเขาส่วนใหญ่ที่อาศัยอยู่ทางตอนเหนือในเขตจังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย  อพยพมาจากประเทศพม่า และตั้งถิ่นฐานในประเทศไทยเมื่อประมาณสิ้นศตวรรษคริสต์ที่ ๑๙  ปัจจุบันมีประมาณ ๖๐,๐๐๐ คน โดยทั่วไปอาศัยอยู่รวมกันเป็นกลุ่มบนภูเขาสูง (รูป) ลาฮูแบ่งออกเป็น ๒ กลุ่มย่อยอีกหลายกลุ่ม และเรียกชื่อตามเครื่องแต่งกายได้แก่ลาฮูแดงหรือลาฮูยี ลาฮูเหลืองหรือลาฮูชิ และลาฮุขาวหรือลาฮูปู และยังมีอีก ๒ กลุ่มคือลาฮูดำหรือลาฮูนา ด้วยความแตกต่างด้านภาษาและวัฒนธรรม สามารถแยกแยะลาฮูออกได้ให้เห็นอย่างชัดเจน ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งจะเรียกตนเองว่าลาโฮนาหรือที่เผ่าอื่นเรียกพวกเขาว่าาฮูชลี

ตามประเพณีหญิงลาฮูชลีหรือลาฮูนา (เรียกอีกอย่างหนึ่งว่ามูเซอดำ) คือ ชุดเสื้อครุยยาวสีดำคล้ายผ้าไหม ขลิบริมชายผ้าด้วยสีขาว แถบแขนเสื้อสีฟ้า และสีแดง (รูป) ส่วนชายลาฮูจะสวมกางเกงขายาวสีดำ ขลิบริมด้วยสีฟ้า บางครั้งรัดเข็มขัด เสื้อหญิงลาฮูมีลักษณะแขนยาวทรงกระบอกลายตามขวางแขนเสื้อสั้น ขลิบริมชายผ้าด้วยสีแดงและสีฟ้า (รูป) ในแต่ละชนกลุ่มย่อยในเผ่าลาฮูจะใช้ภาษาเฉพาะถิ่นซึ่งมาจากกลุ่มสาขาภาษาทิเบต-พม่า ภาษามาตรฐานที่ใช้พูด คือ ภาษาของลาฮูนา และใช้กันมากที่สุด นอกจากนี้ยังมีการใช้ภาษาลาฮูในเขตนอกประเทศไทย เช่น  (ประเทศพม่า ลาว เวียดนาม และจีน) และมีความใกล้ชิดและเกี่ยวพันกับภาษาพูดของชาวลีซู

ชาวไทยจะเรียกชนกลุ่มนี้ว่ามูเซอและยังได้แบ่งออกเป็นกลุ่มย่อยอีกภายในกลุ่ม เช่น มูเซอแดง  มูเซอดำ (รูป) และมูเซอกวี สำหรับความหมายยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด เนื่องจากมูเซอดำจำนวนมากเปลี่ยนมานับถือศาสนาคริสต์ ดังนั้นชาวไทยจึงอ้างว่าพวกเขาคือ มูเซอคริสต์  (คริสต์ศาสนิกชนลาฮู) แม้ว่าลาฮูจะเคารพบูชาบรรพบุรุษ พระไอม่า (พระแม่เทพธิดาแห่งธาตุดินและโลก) ก็ตาม ไปพจนานุกรม

ลีซู/ลีซอ

ชนชาติลีซูหรือลีโซในสมัยก่อนเป็นพวกวิญญาณนิยม (นับถือผีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่นอกเหนือธรรมชาติ เช่น ป่าไม้ แม่น้ำ ฯลฯ) พวกเขาจะเคารพและศรัทธาในบรรพบุรุษ เหมือนแพทย์ฌามัน ในปัจจุบันมีชนชาติลีซูในประเทศไทยประมาณ ๒๔,๐๐๐ คน และยังได้เปลี่ยนมานับถือศาสนาคริสต์จำนวนมาก  ลักษณะผิวพรรณของลีซูค่อนข้างขาวทำให้ลีซูเป็นที่รู้จัก มีชื่อเสียงและเป็นชาวเขาที่สวยงามมากที่สุดในบรรดากลุ่มคนชาวเขา ลีซูส่วนใหญ่เลี้ยงชีพด้วยการปลูกฝิ่น หลังจากที่ได้มีการประกาศห้ามปลูกฝิ่นซึ่งเป็นข้อกำหนดภายใต้ความกดดันขององค์การสหประชาชาติ  พืชผลของพวกเขาถูกทำลาย และล่มสลายแต่มูเซอส่วนใหญ่ก็ได้เปลี่ยนมาเพาะปลูกพืชอย่างอื่นแทน  พวกเขามีความชำนาญในการกรีดยาง ป่าในหลายพื้นที่ถูกเผาทำลายเหลือพืชผลเล็กน้อย  เพื่อที่จะสามารถทำกำไรได้เหมือนการปลูกฝิ่นในพื้นที่แห่งนี้เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง การรวมการด้านการค้าไม้ท่อนซุงเป็นสาเหตุทำให้หน้าดินพังทลาย และน้ำจะท่วมในฤดูฝนเสมอ ส่วนผลผลิตทางการเกษตรก็มีมากเกินอัตราทำให้ราคาตกต่ำเป็นผลให้ต้องรับภาระหนัก

ลีซูใช้ภาษาของชนยีหรือโลโล ซึ่งเป็นสาขาของกลุ่มภาษาทิเบต-พม่า เป็นไปได้ว่ามีต้นกำเนิดในทิเบต ต้นตระกูลของเผ่าลีซูอาศัยอยู่ทางตอนเหนือของจีนตอนใต้เขตยูนนาน ทางด้านตะวันตกของแม่น้ำสาละวิน เขตนี้เมื่อรวมกันแล้วมีความหมายว่า 'พื้นที่ใต้ก้อนเมฆ' ลีซูกระจายกลุ่มไปทางทิศใต้และทิศตะวันออก และมีส่วนหนึ่งแยกกลุ่มเข้ามาในประเทศไทยตอนต้นศตวรรษคริสต์ที่ ๑๙ โดยผ่านทางเชียงใหม่

ตามประเพณีการแต่งกายของหญิงลีซู จะสวมชุดกระโปรงคล้ายผ้ากันเปื้อนไว้ด้านหลังยาวไปจนจรดน่องหลากสีสรร มักมีสีเขียวหรือสีฟ้า เสื้อแขนกว้างและสั้น สีแดงสดใส กระโปรงเย็บปักอย่างสวยงาม คอเสื้อแถบสีดำ  บางครั้งจะเรียงสีเป็นแถบที่ชายผ้า และสีสว่างที่ตัดกัน (รูป) ใต้กระโปรงจะสวมกางเกงขายาว และผ้าพันรอบแข้ง รัดเข็มขัดเหนือกระโปรงขึ้นไป

ส่วนชายลีซูจะสวมกางเกงขายาวไปจนจรดข้อเท้า (รูป) เสื้อแขนยาวสีดำประดับด้วยเครื่องเงิน บางครั้งชายลีซูจะสวมผ้าพันรอบแข้งสีดำด้วย ชาวลีซูเล่นเครื่องดนตรีซึ่งทำจากธรรมชาติ เช่น ไม้ไผ่ (รูป) ไปพจนานุกรม

เย้า/เมี่ยน

ชาวเขาที่อาศัยอยู่ทางตอนเหนือของประเทศไทยที่ถูกเรียกว่า (ยิว)เมี่ยน แต่ชาวจีนและชาวไทยได้ตั้งชื่อให้พวกเขาหลังจากที่ได้ฟังภาษาที่ใช้พูดกันนั่นคือเย้า ในภาษาเย้า เมี่ยน แปลว่า 'ประชากร' แต่ในประเทศลาว และเวียดนาม พวกเขาถูกเรียกว่า 'แม็น'  เป็นคำจีนโบราณซึ่งว่า 'อนารยชน' นั้นน่าจะอ้างถึงเผ่าอื่นๆ มากกว่าชาวยิวเมี่ยน ภาษาของเย้ามีส่วนหนึ่งที่มาจากตระกูลของแม้ว-เย้า-ปาเตง ซึ่งเป็นกลุ่มที่ใช้ภาษาในตระกูลของภาษาจีน-ทิเบต รวมทั้งภาษาจีน พม่า และทิเบต ด้วย สมาชิกของอูเมี่ยนมักจะสามารถพูดภาษาจีนแถบยูนนานได้ ซึ่งเป็นภาษาที่ใช้พูดกันส่วนใหญ่ทางเขตตอนใต้ของประเทศจีน ซึ่งมีความเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับภาษาแมนดาริน พวกเขาสามารถอ่านและเขียนภาษาจีนได้ อูเมี่ยนจะให้ความเคารพชาวจีนเสมอ ภาษาจีนโบราณเปรียบได้กับภาษาบาลีในพระพุทธศาสนา  และตัวอักษรของจีนชาวเย้ายังใช้เขียนอีกด้วย

เย้าอพยพเข้ามาในประเทศไทยในระหว่างศตวรรษคริสต์ที่ ๑๙ โดยได้รับการหนุนหลังจากพ่อค้าฝิ่นและการแก้แค้นของรัฐบาลจีนที่ชาวจีนตอนใต้ ได้ลุกขึ้นต่อต้านในช่วงสมัยนั้นทำให้พวกเขาต้องอพยพออกมา เย้าเข้ามาในประเทศไทยโดยผ่านทางประเทศลาวในตอนปลายศตวรรษคริสต์ที่ ๑๙ และตั้งถิ่นฐานในเขตจังหวัดน่านและพะเยา เย้าส่วนใหญ่ที่อพยพเข้ามาหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ จะตั้งถิ่นฐานรอบๆ จังหวัดเชียงราย มีจำนวนทั้งหมดประมาณ ๔๐,๐๐๐ คน จะเห็นได้ชัดเจนว่าเย้ามีความเชื่อศรัทธาที่ผสมผสานกันระหว่างวิญญาณนิยม การนับถือผีบูชาบรรพบุรุษและลัทธิเต๋า

หญิงชาวเย้าจะสวมกางเกงขายาวทรงกระบอกสีน้ำเงิน เสื้อสีดำ ตกแต่งด้วยงานปักที่ปลายเสื้อด้วยสีแดงเข้ม  ผ้าคลุมไหล่มีพู่ห้อยเหมือนคอเสื้อ เครื่องประดับศีรษะคือหมวกลักษณะเป็นเหลี่ยมตกแต่งด้วยงานปัก รอบคอจะสวมห่วงเป็นโลหะเงิน  เด็กชาวเย้าจะสวมหมวกแก๊ปผูกเป็นพู่ห้อย (รูป) ส่วนชายเย้าจะสวมกางเกงขายาว เสื้อสีเหมือนกับหญิงและใส่ห่วงรัดที่ปลายแขนเสื้อทั้งสองข้าง ไปพจนานุกรม

ม้ง/แม้ว

ม้งคือชาวเขา ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศไทย น่าจะมีต้นกำเนิดจากไม่ทิเบตก็มองโกเลีย  ปัจจุบันมีม้งประมาณ ๕ ล้านคนที่ยังคงอาศัยอยู่ในประเทศจีน ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งรกรากมาเป็นเวลากว่า ๔,๐๐๐ ปีมาแล้ว  คนไทยเรียกพวกเขาว่าแม้ว แม้วจะเคารพบูชาบรรพบุรุษที่สืบทอดมาซึ่งผสมผสานกับความเชื่อศรัทธาในลัทธิเต๋า ภาษาที่ใช้เป็นของกลุ่มตระกูลจีน-ทิเบต และจากกลุ่มย่อยของแม้ว-เย้า-ปาเตง ซึ่งมีภาษาถิ่นที่หลากหลาย แม้วอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในประเทศไทยโดยผ่านทางประเทศลาวเป็นเวลากว่าศตวรรษคริสต์มาแล้ว  ปัจจุบันมีม้งประมาณ ๙๐,๐๐๐ คน ได้แก่ ม้งน้ำเงิน ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ทางทิศตะวันออก และม้งดูวหรือม้งขาว ส่วนมากอาศัยอยู่ทางทิศตะวันออกของภาคเหนือในประเทศไทย

ชาวม้งส่วนมาก มีรูปพรรณสัณฐานเหมือนพวกเย้าหรือ (ยิว) เมี่ยน ม้งน้ำเงินเรียกตนเองว่าม้งนจั๊ว ซึ่งคำที่ใช้เรียกกันในภาษาของพวกเขาที่จริงแล้วแปลว่า 'ม้งเขียว' เสื้อหญิงชาวแม้วมีสีดำทอด้วยฝ้าย ผ้าพันรอบแข้งสีดำ กระโปรงเป็นกลีบรอบย้อมลายบาติกยาวไปจรดจนถึงเข่า คอเสื้อประดับด้วยงานปัก ทรงผมมัดเป็นปอยกระจุก

ส่วนม้งขาวจะสวมกางเกงสีดำ ผ้ากันเปื้อนห้อยไว้ด้านหน้าห้อยด้านหน้าและด้านหลังมัดรวมกันไว้ที่เอวด้วยผ้าสีแดง ส้ม รัดเข็มขัดเงินทับอีกรอบเงิน ทรงผมรวบเข้าหาหันแล้วมัดเป็นปอยกระจุก สวมหมวกทางกรวยขนาดเล็ก จากด้านหลังของเสื้อจะเย็บติดด้วยผ้ารูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าคล้าย ๆ กับฝากระเป๋าพับปิดเปิดได้  ประดับตกแต่งด้วยงานปักหลากสี เด็กผู้ชายและหนุ่มชาวม้งสวมเสื้อสีดำเอวสั้นแขนยาว มีที่มัดข้อแขนเสื้อทั้งสองข้างและกางเกงสีดำขายาวคล้ายกางเกงผู้หญิง ไปพจนานุกรม