|
พระสิทธารถ
ในกาลครั้งนั้นยังมี ราชสกุลแห่งราชวงศ์ศากยะ
นั้นอาศัยอยู่ริมฝั่งริมฝั่งแม่น้ำรูหินี ครอบคลุมตลอดจนถึงเชิงเนินตีนเขาทางตอนใต้แห่งเทือกเขาหิมาลัย
ยังมีกษัตริย์ผู้ครองแคว้น พระนามว่า
พระเจ้าสุทโธทนะโคตมะ
ผู้ก่อตั้งเมืองกบิลพัสดุ ที่ซึ่งพระองค์ทรงครองพระมหาราชวังอันใหญ่ยิ่ง
พระองค์ทรงปกครองเมืองด้วยพระสติปํญญา
และทรงเปี่ยมด้วยพระมหากรุณาธิคุณทรงให้ความช่วยเหลือ
ประชาราษฎรผู้อยู่ใต้ปกครองของพระองค์ทรงมี
พระมเหสีพระนามว่ามายาหรือพระนางมหามายา
(รูป)
ซึ่งเป็นพระราชธิดาของลุงของพระเจ้าสุทโธทนะ
ซึ่งเป็นกษัตริย์ครองอีกเมืองหนึ่งและถือได้ว่าเป็นเมืองพี่เมืองน้องกัน
มีราชสกุลเดียวกัน
เป็นเวลายี่สิบปีแล้วพระนางมายาและพระเจ้าสุทโธทนะก็ยังไม่มีพระราชบุตร
กระทั่งคืนหนึ่งพระนางมายาทรงพระสุบินนิมิตประหลาดเห็นช้างเผือกเดินเข้ามาทางพระหัตถ์ขวาแล้วลงมาเข้าพระอุธรของพระนาง แล้วพระนางก็ทรงครรภ์
ตามพระราชประเพณีโบราณกาล พระนางมายาจึงต้องเสด็จกลับไปยังบ้านเมืองของพระนาง
เพื่อทรงให้การประสูติพระราชบุตร ในขณะที่เหล่าขบวนของพระนางได้หยุดพัก ณ สวนลุมพินีพระนางได้ประทับพักอิริยาบท
ทรงชื่นชมเหล่าบรรดาดอกอโศก
ที่ห้อมล้อมอยู่เมื่อพระนางทรงเอื้อมไปเด็ดดอกไม้นั้น
ในทันใดพระนางก็ให้ประสูติพระราชกุมาร
และยังมีความเชื่อว่าเหตุการณนี้ได้ปรากฏขึ้นในวันที่แปดของเดือนเมษายน
และพระราชกุมารนั้นก็มีพระนามว่าสิทธารถ

เมื่อความปิติยินดีในพระราชวังเกิดขึ้นได้ไม่นาน ความเศร้าโศกก็เข้ามาแทนที่
เมื่อวันหนึ่งหลังจากที่พระนางมายาได้ให้การประสูติพระราชกุมาร
พระนางก็ทรงสิ้นพระชนม์ แล้วต่อมาพระนางมหาปชาบดี
ผู้เป็นพระน้านางก็ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้คอยเลี้ยงดูแล
พระนางทรงให้ความรักและความเอาใจใส่ดั่งเป็นบุตรของพระนางเอง
ยังมีฤาษีตนหนึ่งนามว่าอสิต
ซึ่งพำนักอยู่ ณ
ภูเขาไม่ไกลนักได้ประกาศทั่วสารทิศว่า มีเหตุนัยบอกลางอันดีแท้
แล้วอสิตฤาษีก็ออกเดินทางมาสืบสวนพิเคราะห์ดูก็พบว่ามีพระราชกุมารบังเกิดขึ้นในพระราชวัง
เมื่ออสิตฤาษีเห็นทันใดนั้นก็ได้ชื่นชมพระบารมี แล้วก็กล่าวว่าพระกุมารทรงเป็นมหาบุรุษแล้วก็ทำนายว่า
หากพระกุมารทรงเจริญวัยขึ้นในพระราชวังจะได้เป็นพระราชาผู้ยิ่งใหญ่ครองครองโลก
แต่ถ้าหากว่าพระกุมารทรงสละราชสมบัติแล้วออกบำเพ็ญพรตจะได้เป็นพระศาสดา
มีเรื่องราวอีกต้นฉบับหนึ่งที่กล่าวถึงฤาษี (รูป)
กเลวิน
นักปราชญ์ผู้สุขุมผู้ซึ่งสรรเสริญในพระบารมีพระราชกุมารที่พึ่งประสูติใหม่
ได้ประกอบพิธีอันน่าอัศจรรย์เป็นครั้งแรก
โดยวางพระกุมารน้อยลงบนผ้าโพกศรีษะซึ่งปูด้วยใบไม้หอมของตน
(รูป)
แล้วหลังจากพระกุมารประสูติได้ห้าวัน พระเจ้าสุทโธทนะก็ได้เชิญพราหมณ์
ทั้งแปดมาทำนาย
อนาคตของพระกุมารแล้วพราหมณ์ทั้งเจ็ดก็ต่างยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่าพระกุมารจะได้เป็นจักรพรรดิ์ผู้ยิ่งใหญ่น่าเลื่อมใส
หรือจะได้เป็นพระศาสดาทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าพระกุมารเองจะทรงมีความมุ่งหมายว่า
จะทรงครองฆราวาสหรือว่าจะทรงออกบำเพ็ญพรต
พราหมณ์ทั้งแปดก็ยืนยันอีกว่า หากพระองค์ทรงเสด็จกลับมายังโลกอีกครั้งจะทรงบรรลุเป็นพระบรมโพธิญาณ

แรกทีเดียวนั้นพระเจ้าสุทโธนะก็ทรงพอพระทัยในคำทำนาย
แต่ในกาลต่อมาพระองค์ก็เริ่มมีความวิตกกังวนเรื่องความเป็นไปได้ของรัชทายาทที่จะต้องสืบทอดราชบัลลังก์ต่อจากพระองค์ แล้วพระองค์ก็ทรงทำทุกวิถีทางเพื่อให้พระสิทธารถทรงสุขสำราญ พระราชหทัย
บำรุงบำเรอเจ้าชายอย่างหรูหราแต่ก็ทรงให้อยู่แต่ภายในขอบเขตกำแพงพระราชวังเท่านั้น เมื่อพระสิทธารถมีพระชนมายุได้สิบพรรษาก็เริ่มฝึกฝนเล่าเรียนวิชาในราชสำนัก
และศิลปะการเป็นนักรบ
แต่พระองค์ก็ทรงคิดหาเอาพระทัยใส่ไม่ อยู่มาวันหนึ่งในฤดูใบไม้ผลิ
พระสิทธารถได้เสด็จออกจากพระราชวังกับพระบิดา
ขณะนั้นเองพระสิทธารถได้ทอดพระเนตรเห็นนกตัวหนึ่งกำลังจิกหนอนไส้เดือนที่อยู่บนรอยคันไถใหม่ๆ
ในทุ่งนา
ทำให้พระองค์ทรงประหลาดพระหทัยอย่างยิ่งว่าเหตุใดหนอสัตว์โลกสิ่งมีชีวิตจึงต้องทำลายชีวิตซึ่งกันและกัน
พระสิทธารถผู้ซึ่งสูญเสียพระมารดาไปตั้งแต่พระองค์ทรงประสูติได้ไม่นานนัก
ทรงใคร่ครวญ และทรงสนพระทัยเป็นอย่างมาก
จากเหตุการณ์อันน่าสลดใจของสิ่งมีชีวิตอันน้อยนิดนี้
และแล้ววันหนึ่งด้วยพระปรีชาญาณของพระองค์เองก็ทรงรู้แจ้งในเหตุการณ์ในครั้งนี้
พระเจ้าสุทโธทนะก็ยิ่งทรงมีความวิตกกังวนเพิ่มมากขึ้น จึงได้จัดการเตรียม
พิธีอภิเษกสมรสขึ้น
เมื่อพระสิทธารถมีพระชนม์ได้สิบเก้าพรรษากับพระนางยโฉดาระ
(ยโสธรา)
พระราชธิดาของพระเจ้าสุปพุทธะแห่งเมืองเทวทหะ
และทรงเป็นพระน้องชายของพระนางมายาที่สิ้นพระชนม์ไปแล้ว
หลังจากที่พระสิทธารถได้ทรงผ่านการทดสอบหลากหลายขั้นตอนแล้ว
รวมทั้งการยกหน้าไม้อันหนักมหาศาลได้สำเร็จในที่สุด
พระองค์ก็ทรงเป็นผู้ชนะการประลองกำลังในครั้งนี้และได้อภิเษกสมรสกับพระนางยโสธรากุมารี
เมื่อพระสิทธารถมีพระชนม์ได้ยี่สิบเก้าพรรษาก็ทรงมีพระโอรสพระนามว่าราหุละ
จากนั้นพระสิทธารถก็ทรงตัดสินพระทัยกล่าวคำอำพระชายา
จากนั้นก็ทรงหนีออกจากขอบเขตกำแพงพระราชวังไปกับสารถี มีนามว่าฉันนะ (ชันดากะ)
พร้อมกับอาชามีนามว่ากัณฐกะ

เป็นเวลาหลายครั้งหลายคราที่พญามารหลอกล่อให้พระสิทธารถให้มีท่าทีที่จะกลับมาใช้ชีวิตทางโลกในพระราชวังดังเดิมแต่พระองค์ก็ทรงปฏิเสธ
จากนั้นก็ทรงตัดพระเกศาแล้ว เดินสู่ทางทิศใต้ ทรงถือเพศเป็นนักบวช
แรกที่สุดทรงออกไปพบสำนักฤาษีพระควา ซึ่งกำลังบำเพ็ญทุกกิริยาเยื่องโยคี
พระองค์ทรงเฝ้าดูอยู่ก่อน หลังจากนั้นก็เดินทางต่อไปจนถึงสำนักของอาฬารดาบสและอุททกดาบสรามพุทธาทรงเล่าเรียนวิชากับนักบวชทั้งสองถึงวิธีการคิดใคร่ครวญ
เพื่อให้บรรลุถึงปัญญาอันรู้แจ้งเห็นจริง
แต่เมื่อพระองค์ทรงเห็นว่าไม่มีทางที่จะพบกับความจริงได้
จึงเสด็จดำเนินต่อไปยังแคว้น มคธ
แล้วก็เริ่มต้นบำเพียรเพ็ญภาวนา
ที่ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ณ แถบชายป่าอุรุเวลา

พระสิทธารถทรงได้เฝ้าบำเพ็ญเพียรภาวนาทุกรกิริยา อยู่เป็นเวลานานถึงหกปี
พร้อมกับเหล่าสาวกทั้งห้าแต่ก็ไม่สามารถที่จะบรรลุถึงจุดมุ่งหมายได้
พระองค์จึงทรงตัดสินพระทัยสละซึ่งหนทางนี้
หากเวลานี้ทรงมีพระวรกายที่ซูบผอมจากการที่พระองค์ทรงบำเพ็ญทุกรกิริยาอย่างหนัก
พระองค์ทรงลงสรงน้ำในที่ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากที่ประทับนัก
จากนั้นก็ทรงรับโถน้ำนมจากหญิงสาวชาวบ้านผู้หนึ่งนามว่า สุชาดา
ครั้นแล้วก็ได้สร้างความประหลาดใจและความรู้สึกผิดหวังให้กับเหล่าปัญจวัคคีย์ทั้งห้าเป็นอย่างมาก จึงพากันหมดความนับถือ แล้วก็ละทั้งพระองค์ไป
แม้ว่าจะติดตามพระองค์มาตั้งแต่เริ่มแรกก็ตามที

พระสิทธารถก็ยังคงบำเพ็ญเพียรภาวนา
ครองเพศนักบวชต่อไป แต่ก็ยังม่พบหนทางที่จะหลุดพ้นได้ ทรงเพียรคิดใคร่ครวญต่อไป
จนกระทั้งบรรลุถึงพระบรมโพธิญาณ ท้ายที่สุดพระองค์ทรงสามารถเอาชนะ
หมู่มารทั้งหลายได้ ด้วยประการฉะนี้
พระสิทธารถได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเมื่อทรงมีพระชนมายุได้สามสิบห้าพรรษา
_small.jpg)
พุทธศาสนา
พระพุทธศาสนาได้ถือกำเนิดก่อนคริสต์ศักราช ๕๔๓ ปี
ที่ประเทศอินเดียซึ่งมีจุดเริ่มต้นมาจากพื้นฐานชีวิตของของเจ้าชายสิทธารถโคตมะแห่งอินเดีย ทรงมีพระเจ้าสุทโธทนะเป็นพระราชบิดาผู้ซึ่งเป็นกษัตริย์ปกครองครองเมืองแห่งราชวงศ์ศากยะ
และในปัจจุบันก็คือประเทศเนปาล ในวิชาการพรรณนารูปร่างลักษณะของพระพุทธรูปพระพุทธเจ้าทรงมีใบหูอันยาวเหยียด
เนื่องจากพระองค์ต้องสวมต่างหูทองคำอันหนักยิ่ง
เพราะพระองค์มีชาติกำเนิดมาจากราชตระกูลอันสูงส่ง
พระพุทธศาสนาจะเน้นความสำคัญของความมีเมตตากรุณาต่อทุกสรรพสิ่งมีชีวิต
ไม่ยึดติดอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง และให้รู้จักปล่อยวาง
เพื่อให้พบทางแห่งความหลุดพ้นคือพ้นทุกข์และบรรลุถึง
ปัญญาอันใหญ่ยิ่งที่จะตรัสรู้เห็นแจ้งรู้จริงหรือพระบรมโพธิญาณ
ซึ่งจะตรัสรู้ได้หากปฏิบัติตามอริยสัจ
๔
และหนทางแปดหรือมรรคมีองค์ ๘
หลังจากที่พระพุทธเจ้า
เสด็จดับขันปรินิพพานนานแล้ว
ก็ได้มีสำนักสอนศาสนาปรากฏขั้น ๒ นิกาย คือมหายานและเถรวาทหรือหินยานสำหรับในประเทศไทยแล้วจะยึดถือปฏิบัติตามนิกายเถรวาท

ในกาลครั้งนั้นขณะที่พระสิทธารถบำเพ็ญเพียรภาวนาที่ใต้
'ต้นไม้แห่งความรู้แจ้ง'
พระองค์ทรงถูกเหล่ามารทั้งหลายรบกวนไม่รู้จักหยุดจักหย่อน
สร้างความนันทนาการอันเป็นอกุศล และเจตนาให้พระองค์นั้นมีพระหทัยเบี่ยงเบน ไขว้เขว
ทำให้ไม่มีพระสมาธิและเพื่อป้องกันไม้ให้พระองค์ค้นพบความจริงอันประเสริฐ
แต่พระสิทธารถ
ผู้ทรงมีพระหทัยอันแน่วแน่
ก็ยังทรงบำเพ็ญเพียรภาวนาอยู่ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์
(รูป)
ทรงไม่ยอมลุกขึ้นจากที่ประทับจนกระทั่งทรงตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ในการพรรณรูปบูชาและบันทึกประวัติศาสตร์
ซึ่งได้พรรณนาถึงเหตุการณ์นี้ว่า
พระพุทธองค์ทรงวางพระหัตถ์ขวาไว้บนเข่าทิ้งปลายนิ้วให้ชี้ลงยังพื้น พระหัตถ์ซ้าย
วางไว้บนหน้าตักหงายฝ่าพระหัตถ์ขึ้น ซึ่งเป็นลักษณะหรือปางของพระพุทธรูป
(รูป)
ที่เรียกว่าภูมิซปาร์ซา (รูป)
แท้จริงแล้วมีความหมายว่า
'กำลังเหยียบโลก'
ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แทนปรางค์ 'ปราบมาร'
ซึ่งจะเหมือนกับพระพุทธรูปของประเทศไทยที่เรียกว่าปางมารวิชัย
ปางมารพิชัยหรือ
'ชัยชนะเหนือมาร'
พระสิทธารถทรงบรรลุเป็นพระสัมมาสัมโพธิญาณขั้นสูงสุดหลังจาก ๔๙
วันที่ทรงมีพระชนม์ได้ ๓๕ พรรษา จากนั้นก็ได้เป็นศาสดาเอกของโลก
ซึ่งถือได้ว่าทรงเป็นผู้รู้แจ้ง
ผู้ตื่นผู้เบิกบาน หรือทรงเป็นศากยมุนีหรือตถาคต
เนื่องด้วยการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้านั้นได้บังเกิดขึ้นที่ใต้ต้นมะเดือ ณ
ริมฝั่งแม่น้ำ เนรัญชรา ซึ่งอยู่ไกล้เมืองโพคยาหรือพุทธคยา
ต้นมะเดือมีชื่อเป็นวิทยาศาสตร์ว่าฟีกัสริลีจิโอซะ
(รูป)
หรือต้นมะเดืออันศักดิ์สิทธิ์

หลังจากที่ทรงตรัสรู้แล้วพระศาสดาได้เสด็จดำเนินไปยังป่ามฤคทายวันแห่งเมืองพาราณสี
ซึ่งเป็นที่พำนักของเหล่าปัญจวัคคีย์
แล้วก็ทรงแสดงพระธรรมเทศนาแก่เหล่าปัญจวัคคีทั้งห้า ซึ่งเป็นธรรมจักรหรือการแสดงพระธรรมเทศนาเป็นครั้งแรกในป่าแห่งนั้นและได้เป็นลูกศิษย์ของพระศาสดาเป็นหมู่แรก
ทรงแสดงพระธรรมเทศนาเรื่อง กฎแห่งการเวียนว่ายตายเกิดหรือ วัฏสังขาร
จากนั้นก็เสด็จดำเนินไปเทศนาโปรดพระเจ้าพิมพิสารกษัตริย์ผู้เพื่อนให้เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา
และได้เสด็จไปยังเมืองต่างๆ สลับกันไปโปรดสัตว์และขอบิณฑบาต เป็นเวลาถึง ๔๕ ปี
ที่ได้ทรงอุตสาหะไปเที่ยวสั่งสอนพระพุทธศาสนา จนเป็นที่เคารพเลื่อมใส
ตามเส้นทางชีวิตของพระองค์

บัดนี้พระชนม์ก็ย่างเข้า ๘๐ พรรษาแล้ว
ก็ยังเที่ยวสั่งสอนศาสนาอยู่ จากนั้นก็เสด็จจากเมืองราชคฤห์ไปยังเมืองสาวัตถี
แล้วก็เสด็จต่อไปจนถึง เมืองเวสาลี
ครั้นแล้วก็ทรงรู้สึกไม่สบายและสถานที่แห่งนี้เป็นที่ซึ่งพระพุทธองค์ทรงทำนายไว้ล่วงหน้าว่าจะเสด็จสู๋ปรินิพพาน
ท้ายที่สุดพระองค์ก็จะต้องนิพพานเมื่อออกจากเมืองเวสาลี พระศาสดาก็เสด็จต่อไปยัง ปาวานคร
แต่แล้วพระองค์ก็ต้องประชวรอย่างหนัก
หลังจากที่ทรงฉันอาหารจากช่างตีเหล็กผู้หนึ่งนามว่า
จุนทะที่ได้จัดถวายพระองค์ แต่พระอาการประชวรก็ยิ่งรุนแรงขึ้นและทรงอ่อนเพลียมาก
แม้จะทรงเป็นดังนี้แล้วก็ยังรวบรวมพระกำลังออกเดินทางต่อไปยังเมืองกุสินารา
และได้ประทับลงระหว่างต้นสาละคู่หนึ่ง
แล้วพระศาสดาก็ได้กล่าววาจาแก่เหล่าสาวกเป็นครั้งสุดท้าย
_small.jpg)
พิธีฌาปนกิจพระบรมศพพระศาสดานั้นนั้นดำเนินโดยพระอนนท์ ซึ่งเป็นสาวกเอกผู้ใกล้ชิดพระองค์ เมื่อกษัตริย์ผู้ปกครองประเทศเพื่อนบ้านทั้ง ๗
ประเทศ เช่นเดียวกันกับพระเจ้าอชาติศตรู
เมื่อได้ทราบข่าวการเสด็จดับขันธิ์ปรินิพพานของพระศาสดาแล้ว
ก็มีพระประสงค์จะขอแบ่งพระบรมอัฐิเพื่อเก็บเอาไว้เคารพบูชาท่ามกลางเหล่าสาวกนั้น
แต่แล้วชาวเมือง กุสินารา ต่างเห็นว่าเป็นการไม่สมควร
เพราะว่าอาจจะนำมาซึ่งการเกิดสงครามก็เป็นได้และแล้ว
เรื่องราวก็ได้ผ่านลุล่วงไปด้วยดี เมื่อมีบุรุษสุขุมผู้หนึ่งนามว่า โทนะ
ได้กล่าวคำชี้แนะว่าความหายะอันใหญ่หลวงนี้จะถูกปัดเป่าให้หมดไปหากแบ่งบรมอัฐิของพระพุทธเจ้าให้อยู่ในระหว่าง
๘ ประเทศ แล้วพระอัฐิจากพิธีฌาปนกิจถูกเก็บไว้ในโถที่ทำด้วยดินและได้แบ่งเป็น
๒ ส่วน ส่วนหนึ่งเก็บไว้ในพระเจดีย์สิบชั้นที่สร้างเอาไว้เป็นอนุสรณ์สถานเพื่อรำลึกถึงพระบรมศาสดา
พระอัฐิอีส่วนหนึ่งถูกเก็บไว้ที่บ้านของพระองค์
พุทธศาสนาไทย
เมื่อดั้งเดิมมาแล้วคนไทยมีความเชื่อว่าทุกสิ่งมีวิญญาณหรือเป็นพวกวิญญาณนิยม
แต่พอมาถึงช่วงรัชสมัยของ พ่อขุนรามคำแหง
(พ.ศ. ๑๘๒๒-๑๘๔๑)
พระพุทธศาสนาก็ได้เริ่มเข้ามามีบทบาทและได้เป็นที่เลื่อมใสศรัทธาเป็นอย่างมากซึ่งก็คือพระพุทธศาสนานิกายเถรวาท
ซึ่งถือกำเนิดในประเทศอินเดียและรับเข้ามาในประเทศไทย
โดยคณะผู้สอนศาสนาชาวอินเดียและพระสงฆ์จากประเทศศรีลังกา
กระทั่งได้รับเอาไว้เป็นสำนักสอนศาสนาอีกด้วย
พระพุทธศาสนาได้เป็นที่เลื่อมใสศรัทธาเมื่อแรกเริ่มมาแล้วและโดยเฉพาะอย่างยิ่งได้มีการรณรงค์ของชาวอินเดียในรัชสมัยของ พระเจ้าอโศกมหาราช
แห่งอินเดียพระองค์ได้ส่งคณะผู้สอนศาสนาออกไปเผยแพร่ยังประเทศต่างๆ ในทวีปเอเชีย
และได้อยู่คู่กับชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นเวลานานกว่า
๓ ศตวรรษ พระพุทธศาสนาได้รับอิทธิพลมาจากลัทธิพราหมณ์และฮินดู
เป็นอย่างมากเนื่องจากว่าได้รับเข้ามาผสมผสานในสมัยที่จักรพรรดิแห่งเขมร
มีอำนาจเฟื่องฟู
บันทึกประวัติศาสตร์ของไทย
พระพุทธศาสนาได้รับการปกป้องมาเป็นอย่างดีมาตลอดระยะเวลา
แม้ว่าบางครั้งจะเกิดความโกลาหล ในหมู่ของคณะสงฆ์ก็ตามที
ในระยะช่วงสมัยสุโขทัย
ก็ได้ยอมรับให้เป็นศาสนาแห่งกรุง จนกระทั่งทุกวันนี้ คนไทย
๙๕% นับถือพระพุทธศาสนานิกาย เถรวาท
ซึ่งทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่นับถือศาสนาพุทธนิกาย เถรวาท มากที่สุดในโลก
เถรวาท มีความหมายว่า
'คำสอนของพระผู้ใหญ่' ซึ่งมีศูนย์รวมจิตใจอยู่ที่พระพุทธเจ้า
และหลักธรรมคำสอนของพระองค์ก็มาจากพระพุทธศาสนา
ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของหลักธรรมคำสอน ถึงแม้ว่าจะได้รับอิทธิพลมาจากศาสนาอื่นบ้าง

ศาสนาพุทธในประเทศไทยจะมีพระสังฆราช เป้นผู้ตรวจตราอีกทั้งยังเป็นหัวหน้าคณะสงฆ์ อีกด้วย
สำหรับหน้าที่ของพระสงฆ์นั้นก็คือ
ปฏิบัติตามคำสอนที่ถูกต้องตามขนบธรรมเนียมและสื่อสารกันด้วยภาษาบาลีโบราณ
และเช่นเดียวกันก็ต้องยอมรับโอวาทปาติโมกข์ถือศีล
๒๒๗ ข้อ
ปฏิบัติตามวินัยของคณะสงฆ์ตามหลัก พระวินัยปิทกะหรือพระวินัยปิฎก
ในช่วงปีที่
ค.ศ. ๗๐ พึ่งมีพระพุทธศาสนาขึ้นมาใหม่ๆ
แนวโน้มความเคลื่อนไหวของลัทธิต่างๆ
ได้ปรากฏขึ้นเช่น
สันติอโศก และ ธรรมคาย
แต่ก็ยังมีข้อจำกัดเฉพาะในกลุ่มของสาวกเท่านั้นอีกทั้งในเวลาเดียวกันนั้น
สันติอโศกก็ได้ประกาศห้ามโดยพวกพระสังฆ
เพราะยึดมั่นถือมั่นในคำสอนตามธรรมเนียมไม่เหมาะและสอนความเชื่อในทางหัวรั้น
_small.jpg)
ในอีกแง่มุมหนึ่งของพระพุทธศาสนา
ที่เป็นวิญญาณนิยมคือความเชื่อในเรื่องโชคลางไสยศาสตร์ของเครื่องราง
(รูป)
และผู้มีเวทมนต์คาถาตามความเชื่อนี้จะมีการปลุกเสกให้ครอบงำ ให้เกิดความยำเกรง
ความหลงใหลและให้ค้าขายได้กำไรงาม พระบางองค์ที่น่าเคารพนับถือนั้น เรียกว่าพระศักดิ์สิทธิ์
ซึ่งเชื่อว่า
ผู้ที่มีครอบครองจะมีอำนาจพิเศษเหนือธรรมชาติ (ศักดิ์สิทธิ์)
และเครื่องรางที่นำโชคนั้น จะสามารถใช้ป้องกันภัยอันตรายและความโชคร้ายต่างๆ
แต่พระสังฆราชผู้ชี้ขาดได้ห้ามไม่ให้มีการจำหน่ายหรือแจกจ่ายเครื่องรางของขลังใดๆ
แต่ก็ยังมีผู้ไม่เชื่อฟังในคำสั่งสอนตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนา
ซึ่งบางทีก็มีการสื่อสารกันของเครื่องรางที่ศักดิ์สิทธิ์
แม้ว่าจะแสดงกันอย่างเปิดเผยแต่เป็นเรื่องยากที่จะเข้าใจ
มีพระสงฆ์หลายรูปไม่สามารถปฏิบัติตามข้อห้ามที่เคร่งครัดนี้ได้
แต่ประชาชนก็พอใจที่จะเลื่อมใสและศรัทธา
บนทางเดินเท้ารอบๆ
วัดมหาธาตุซึ่งอยู่ตรงข้ามกับสนามหลวงที่กรุงเทพฯ
เป็นย่านธุรกิจเครื่องรางของขลังอันเป็นที่นิยมหลากหลาย
ที่พบเห็นโดยปกติจะเป็นพระพุทธรูปจำลองขนาดเล็กและ พระเกจิอาจารย์หรือที่เรียกว่าหลวงพ่อ

ยังมีอีกประการ
หากว่าพบผู้ที่เปี่ยมด้วยเวทมนต์คาถา ก็จะนำมาซึ่งความโชคดี
และมีอีกสิ่งหนึ่งที่ชายไทยนิยมนิยมกันก็คือ อวัยวะเพศชายที่แกะสลักจากไม้
จะใช้สวมไว้ที่รอบๆ เอวเครื่องรางนี้เรียกว่าปลัดขิก
ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของเทพเจ้าฮินดู หรือพระศิวะ
(รูป)
ซึ่งเชื่อว่าจะสามารถป้องกันความโชคร้ายต่างๆ ได้ และสามารถทำให้ผู้คนหลงใหล
และทำให้โชคดี ศิวะเป็นภาษาสันสกฤต แปลว่า
'มีโชค'
สำหรับความเกี่ยวข้องกันระหว่างศิวะ และอวัยวะเพศที่ทำจากไม้นี้ คือลัทธิลิงค์
(รูป)
ในไทยเรียกว่าศิวลึงค์
สัญลักษณ์ที่ใช้กันภัยอันตรายได้อีกอย่างหนึ่งที่พระสังฆราชอนุญาตคือ เส้นด้ายบางๆ
ที่ทำด้วยฝ้ายแล้วมัดรวมกันเป็นม้วนเดียวกันจากนั้นให้พระสงค์กล่าวอำนวยพรให้
เรียกว่าสายสิญจน์
(รูป)
ซึ่งจะสามารถป้องกันภัยอันตรายจากความชั่วร้ายทั้งปวงได้
ซึ่งโดยปก |